Brandstar จัด “Narrative Conference” นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก พร้อม 5 ผู้นำด้านการสร้างแบรนด์จีน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด “ทำอย่างไรให้แบรนด์เป็นที่เข้าใจในตลาดโลก”

24 กรกฎาคม 2569 —เวทีเสวนาด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “ก้าวข้ามบริบท: เส้นทางใหม่แห่งการเล่าเรื่องสำหรับแบรนด์ระดับโลก” (Beyond Context: New Narratives for Global Brands) จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ ณ EMSPHERE กรุงเทพมหานคร

เวทีนี้เป็นหนึ่งในฟอรัมหลักของงาน International Creative Week 2026 – Bangkok (Mount Bangkok) จัดร่วมโดยคณะผู้จัดงาน International Creative Week และ Brandstar สื่อธุรกิจและสถาบันวิจัยด้านแบรนด์ชั้นนำของจีน ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงการสร้างแบรนด์ โดย Brandstar รับหน้าที่ออกแบบและกำกับเนื้อหาของเวทีเสวนาในครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังถือเป็น ครั้งแรกที่งานประชุมประจำปี “Brandstar Narrative Conference” จัดขึ้นนอกประเทศจีน นับตั้งแต่ก่อตั้งงาน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับแนวหน้าจากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ การวิจัยแบรนด์ แฟชั่นดีไซเนอร์ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล งานหัตถศิลป์เครื่องหนัง และธุรกิจสร้างสรรค์ที่ขยายสู่ตลาดโลก รวม 5 วิทยากร มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มข้นตลอดเวลากว่า 2 ชั่วโมง ภายใต้ประเด็นสำคัญ “ทำอย่างไรให้แบรนด์เป็นที่เข้าใจในตลาดโลก” โดยถ่ายทอดทั้งมุมมองเชิงกลยุทธ์ กรณีศึกษาจริง และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงผู้บริโภคในหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอดีต เมื่อแบรนด์จีนพูดถึงการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ความสนใจมักมุ่งไปที่ช่องทางการจัดจำหน่าย การสร้างทราฟฟิก และกลยุทธ์ทางการตลาดเป็นหลัก แต่เมื่อแบรนด์จำนวนมากเริ่มเข้าสู่ตลาดนานาชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คำถามใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นว่า เหตุใดสินค้าและเนื้อหาเดียวกัน จึงถูกตีความและได้รับการตอบรับแตกต่างกันในแต่ละบริบททางวัฒนธรรม

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้เสนอคำตอบว่า เมื่อแบรนด์ก้าวเข้าสู่บริบททางวัฒนธรรมใหม่ สิ่งที่ต้อง “แปล” ไม่ใช่เพียงภาษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุนทรียศาสตร์ การใช้พื้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และวิถีชีวิต เพื่อให้แบรนด์สามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้อย่างแท้จริง

ในฐานะผู้ร่วมจัดงานและผู้รับผิดชอบด้านเนื้อหาของเวทีเสวนา Brandstar ดำเนินพันธกิจในการ ผลักดันนวัตกรรมของแบรนด์จีน มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการศึกษาวิจัยและการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแบรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ของจีน โดยรางวัล Brandstar Awards (星球奖) และงานประชุมประจำปี Brandstar Narrative Conference ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการสร้างแบรนด์ของจีน

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้จัดงาน International Creative Week 2026 – Bangkok จึงได้เชิญ Brandstar นำงาน Brandstar Narrative Conference มาจัดที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก เพื่ออาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมจากการติดตามการเติบโตของแบรนด์จีนในระดับโลก ตลอดจนเครือข่ายและบทบาทสำคัญของ Brandstar ในแวดวงธุรกิจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “การสร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก” ระหว่างผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยและจีนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเสวนาและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในเวทีแห่งนี้.

จากการส่งออกสินค้า สู่การสร้างบริบทร่วม: เส้นทางใหม่ของการเล่าเรื่องแบรนด์ที่กำลังก่อตัว

เวทีเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย ไบรอัน ไล่ (Brian Lai) ผู้ก่อตั้ง Brandstar ซึ่งยังเป็นผู้กล่าวปาฐกถานำในหัวข้อ “วิวัฒนาการของการเล่าเรื่องแบรนด์จีนสู่ตลาดโลก: จากการส่งออกสินค้า สู่การร่วมสร้างบริบททางวัฒนธรรม”

จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาของแบรนด์ผู้บริโภค แบรนด์แฟชั่น และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ของจีนที่ประสบความสำเร็จในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาชี้ให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์ระดับโลกของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

•   จากการส่งออกสินค้า สู่การสร้างการรับรู้และคุณค่าของแบรนด์
•   จากการแปลเนื้อหาเดิม สู่การทำความเข้าใจบริบทและวัฒนธรรมของตลาดท้องถิ่น
•   จากการเน้นอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของความเป็นจีน สู่การค้นหาประสบการณ์ร่วมที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามวัฒนธรรม
•   จากการทำแคมเปญระดับโลกเพียงครั้งคราว สู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

ไบรอัน ไล่ กล่าวว่า ความท้าทายที่แท้จริงของการสร้างแบรนด์ระดับโลก ไม่ได้อยู่เพียงแค่การก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ แต่คือการทำให้แบรนด์ได้รับความเข้าใจ การยอมรับ และความไว้วางใจจากผู้บริโภคในท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล.

ชูหง (Susan Ye) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Éclatlife บรรยายในหัวข้อ “กลับคืนสู่ร่างกาย ค้นพบตัวตน” (Return to the Body, Find Yourself) โดยถ่ายทอดประสบการณ์ของแบรนด์อุปกรณ์ดูแลสุขภาพและร่างกายจากจีน ที่สามารถค้นหา “ภาษาสากลของการดูแลร่างกาย” ท่ามกลางความแตกต่างของบริบททางวัฒนธรรม

เธอกล่าวว่า “ร่างกายคือภาษาที่ทุกวัฒนธรรมเข้าใจร่วมกัน” แม้วิธีการดูแลจะแตกต่างกัน เช่น การกัวซาของจีน หรือการนวดแผนไทย แต่ประสบการณ์ของการได้รับการดูแลเอาใจใส่ทางร่างกายนั้น เป็นความรู้สึกที่ผู้คนทุกวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงได้

Éclatlife จึงพัฒนาแบรนด์โดยยึดแนวคิดการดูแลร่างกายแบบตะวันออกเป็นรากฐาน พร้อมถ่ายทอดผ่าน การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic Design) และงานออกแบบร่วมสมัย ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ผู้บริโภคทั่วโลกเข้าใจ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและผู้จัดจำหน่ายในงานแสดงสินค้าที่กรุงปารีสและสหรัฐอเมริกา แม้แทบไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติม

ชูหงยังกล่าวว่า วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพและการเยียวยาที่เข้มแข็งของประเทศไทย ทำให้เธอเชื่อมั่นว่า แบรนด์ที่ถือกำเนิดจากประเทศจีนแบรนด์นี้ จะสามารถได้รับ “ความเข้าใจและการยอมรับอย่างแท้จริง” จากผู้บริโภคชาวไทย.

อู๋ กัง (Forrest Wu) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ JNBY (เจียงหนานปู้อี) ถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “จากงานออกแบบและงานฝีมือ สู่คุณค่าทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบ: เส้นทางกว่า 30 ปีของแบรนด์ดีไซเนอร์” (Art of Making, Power of Meaning)

เขาแบ่งปันประสบการณ์การเติบโตของแบรนด์ดีไซเนอร์ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งสามารถก้าวผ่านความผันผวนของตลาด พร้อมรักษาเสน่ห์และความนิยมในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในฐานะแบรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่การเติบโตเป็น กลุ่มธุรกิจแฟชั่นที่มีมูลค่าค้าปลีกเกือบ 10,000 ล้านหยวน

พร้อมกันนี้ อู๋ กัง ยังกล่าวถึงแนวทางที่ JNBY ใช้ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ท่ามกลางกระแสการเติบโตของแบรนด์จีนในเวทีสากล โดยเน้นถึงการสร้างกลยุทธ์ระดับนานาชาติที่เคารพความแตกต่างของแต่ละตลาด และการค้นหาจุดเชื่อมโยงร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างการแลกเปลี่ยนและแรงบันดาลใจทางวัฒนธรรมร่วมกันอย่างยั่งยืน.

เฉิน ซือม่าน (Crystal Chan) ผู้บริหารและผู้ดูแลแบรนด์ DISSONA บรรยายในหัวข้อ “DISSONA: การเดินทางแห่งการเล่าเรื่องแบรนด์ตลอด 41 ปี” โดยถ่ายทอดแนวคิดว่าการสร้างแบรนด์เครื่องหนังของจีนให้ก้าวข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องอาศัย “ระบบการเล่าเรื่องแบรนด์” ที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

เธออธิบายว่า “งานฝีมือคือภาษาสากล” โดย DISSONA ได้ลงทุนสร้างระบบการผลิตระดับลักชัวรีของตนเอง และในปี 2556 ได้ก่อตั้ง เวิร์กช็อปผลิตเครื่องหนังสั่งตัดระดับสูงแห่งแรกของจีน ภายใต้การแนะนำของ โทมัส โมริส (Thomas Maurice) ช่างฝีมือชั้นครูจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อยกระดับมาตรฐานงานฝีมือของแบรนด์
เธอกล่าวว่า “ความประณีตในทุกฝีเข็มและทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ มิลาน หรือกรุงเทพฯ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำแปล” เพราะคุณภาพของงานฝีมือสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ DISSONA ยังพัฒนาแนวคิดการเล่าเรื่องแบรนด์จาก “เรื่องราวของเรา” สู่ “บริบทที่เรามีร่วมกัน” โดยนำ ศิลปะจักสานไม้ไผ่ ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีน มาต่อยอดเป็นพื้นผิวหนังในคอลเลกชัน “Weaving Series” เพื่อให้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีนสามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคต่างวัยและต่างภูมิภาคได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง เธอเชื่อว่า “ประสบการณ์คือเนื้อหาที่ทรงพลังที่สุด” แบรนด์จึงสร้างการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ นิทรรศการศิลปะ “Weaving Order”, ร้านค้ารูปแบบ Curated Retail และแฟชั่นโชว์ไลฟ์สตรีม “Urban Exclusive Show” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็น ผู้ร่วมสร้างเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Co-creators) ไปพร้อมกัน.

เขาเล่าว่า สำหรับ TORRAS LAB ทีมงานได้เปลี่ยน กระบวนการวิจัยและพัฒนาที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็น หลักฐานที่จับต้องได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ขณะที่การสื่อสารของ Ergo360 ได้นำแนวคิดที่เป็นนามธรรมอย่าง “การยศาสตร์ (Ergonomics)” มาถ่ายทอดผ่าน เส้นโค้งทั้งสี่ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจและสัมผัสได้จริง

ในช่วงท้ายของการบรรยาย เกา เมิ่ง เชื่อมโยงกับแนวคิดหลักของงาน “Mount Bangkok – มหานครแห่งขุนเขาแห่งความคิดสร้างสรรค์” โดยกล่าวว่า

“การนำแบรนด์เข้าสู่บริบทใหม่ ก็เปรียบเสมือนการย้ายภูเขาลูกหนึ่งเข้าไปอยู่ในเมืองของคนอื่น ภูเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สิ่งที่เราทำได้คือใช้สุนทรียภาพ จังหวะชีวิต และวิธีการสร้างความไว้วางใจของผู้คนในพื้นที่นั้น เพื่อให้ภูเขาลูกนั้นค่อย ๆ เติบโตขึ้นใหม่”

เขาทิ้งท้ายว่า “การที่แบรนด์ได้รับความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะผู้บริโภคเข้าใจคำอธิบายของคุณ แต่เป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่า แบรนด์ของคุณไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเลย”

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หัวใจของการสร้างแบรนด์ระดับโลก ไม่ใช่การแปลภาษา แต่คือการสร้างความเชื่อมโยงกับผู้คนและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ จนแบรนด์สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ.

ให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นภาษากลางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและอุตสาหกรรม

ผู้ปิดท้ายเวทีเสวนา เกา เมิ่ง (Meng Gao) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้กำกับจาก dotnfilm ถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “ก้าวสู่ตลาดโลก: สิ่งที่ต้องแปลไม่เคยเป็นแค่ภาษา” (Going Global: Language Was Never the Hard Part) โดยสะท้อนประสบการณ์จากการทำงานในต่างประเทศ ผ่านกรณีศึกษาของสองแบรนด์จีนที่สามารถทำให้ผู้บริโภคในต่างประเทศ “เข้าใจแบรนด์ได้อย่างแท้จริง”

จากนักวิจัยด้านแบรนด์สู่ผู้บริหารที่ลงมือขับเคลื่อนธุรกิจจริง จากวงการแฟชั่นดีไซเนอร์ งานหัตถศิลป์เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ไปจนถึงงานสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์และคอนเทนต์เพื่อการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ประสบการณ์ของวิทยากรทั้งห้าท่านได้ร่วมกันสะท้อน “เส้นทางใหม่ของการเล่าเรื่องแบรนด์จีนสู่ตลาดโลก”

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มองการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศเป็นเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายหรือการเข้าถึงผู้บริโภค แต่ให้ความสำคัญกับ การสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากผู้บริโภคในแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งเป็นศักยภาพที่ต้องได้รับการพัฒนาและสั่งสมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจของแบรนด์จีน เวทีเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเปิดมุมมองใหม่ด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก หากยังเป็น จุดเริ่มต้นของการสร้างบทสนทนาและความร่วมมือระยะยาวระหว่างอุตสาหกรรมแบรนด์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยและจีน เพื่อผลักดันการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต.

ทั้งนี้ Bangkok International Creative Week 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–26 กรกฎาคม 2569 นับเป็นการจัดงานนอกประเทศจีนครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Mount Bangkok – มหานครแห่งขุนเขาแห่งความคิดสร้างสรรค์” (曼谷有山) ตลอดระยะเวลา 4 วัน โดยมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเวทีประชุมระดับนานาชาติ นิทรรศการแบรนด์ การศึกษาดูงานในเมือง (City Study Tour) และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการขับเคลื่อนจากความร่วมมือของหลายองค์กรชั้นนำ โดย SMART Resort Industry Platform ทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนหลักและศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทรัพยากรของอุตสาหกรรม ภายใต้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญหลายพันคนและพันธมิตรภาคธุรกิจกว่าพันแห่ง

ขณะที่ AIM International Competition ซึ่งดำเนินการด้านการประกวดและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์มายาวนานกว่า 16 ปี มีเครือข่ายครอบคลุม 132 ประเทศ สถาบันการศึกษากว่า 700 แห่ง และองค์กรกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานด้วยกลไกและองค์ความรู้ระดับนานาชาติ

ด้าน Two Tigers Culture (Thailand) ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงงานสู่ประเทศไทย ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สื่อมวลชน และเครือข่ายด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงของไทย

ขณะเดียวกัน IT-SIMPLE ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแบรนด์และโซลูชันดิจิทัล ได้ร่วมมือกับ dotnfilm studio สตูดิโอสร้างสรรค์จากออสเตรเลียที่เชี่ยวชาญด้านงานภาพและการสื่อสารแบรนด์สู่ตลาดโลก เพื่อร่วมพัฒนาประสบการณ์ดิจิทัลของงานให้มีมาตรฐานระดับสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ของเวทีที่มุ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย–จีนสู่เวทีโลก.