เปิดความสำเร็จ โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” วงการบำบัด พร้อมผลักดันทีมสุนัขนักบำบัดรุ่น 2-3 ออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ
บริษัท ออลไฟน์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง โครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย โดยมีแนวทางหลักสูตรการอบรมทีมสุนัขนักบำบัดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Therapy Dog Association Switzerland VTHS เพื่อฝึกฝนเจ้าของสุนัขและสุนัขในไทยที่มีศักยภาพให้เป็น “ทีมสุนัขนักบำบัด” มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าจัดงานมอบประกาศนียบัตร ประกาศความสำเร็จในการผลิตทีมสุนัขนักบำบัดรุ่น 2 และ รุ่น 3 พร้อมเสวนา ”เปิดประสบการณ์การทำงานของทีมสุนัขนักบำบัดไทย” โดยหลักสูตร “สุนัขนักบำบัดไทย” ได้รับการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานและองค์กรผู้เชี่ยวชาญในการดูแลคนในกลุ่มต่างๆ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เพื่อออกทำประโยชน์แก่สังคม สร้างสรรค์ความสุข และรอยยิ้มแก่ผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน
ในการนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยภายในงาน อาทิ คุณขรรค์ ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาและกรรมการกิติมศักดิ์ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง เลขาธิการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และแพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ. สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เป็นต้น

คุณวรกร โอสถารยกุล ผู้ก่อตั้งโครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดแห่งประเทศไทย (Therapy Dog Thailand) และนายกสมาคมสุนัขบำบัด กล่าวว่า จากวันที่เราได้เปิดตัวโครงการสุนัขนักบำบัดไทยไปแล้วในปี 2566 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ทางภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปได้รู้จักเรามากขึ้น อีกทั้งทางเราเองได้มีการปรับโครงสร้างและรูปแบบการอบรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ในการทำระบบการอบรมออนไลน์ในส่วนของภาคทฤษฎี จึงทำให้ผู้อบรมสามารถจัดเวลามาเรียนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคลาสการอบรมของเรามีหลายส่วนประกอบกัน ตั้งแต่ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการออกฝึกทำงานจริงกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ จึงทำให้เราได้มีผู้เข้าอบรมจำนวนเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน มีทีมสุนัขนักบำบัดไทยรวมถึงและว่าที่ทีมสุนัขนักบำบัดประมาณ 60 กว่าทีมแล้ว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้ออกทำงานสนับสนุนภาคสังคม และการทำงานร่วมกับแพทย์ได้มากขึ้น เพราะจำนวนของทีมมีมากขึ้น บวกกับความพร้อมและประสบการณ์ที่ทางทีมได้ออกทำงานเป็นประจำ ทำให้ทุกทีมมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมาก
“ทีมสุนัขนักบำบัดไทยทำงานกับคนทุกกลุ่มจริงๆ ตั้งแต่ผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม กลุ่มผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า กลุ่มจิตเภท กลุ่มจิตเวชต่างๆ กลุ่มน้องๆที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มน้องตาบอดและกลุ่มน้องหูหนวก โดยเป็นการทำงานร่วมกับสถานพยาบาล และสถานศึกษาเป็นหลัก ทั้งสถานศึกษาในระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ได้ชวนให้พวกเราเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ ฉะนั้น เวลาที่เราเข้าไปในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่แค่ผ่อนคลายความเครียดให้กับน้องๆเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปเราจะให้น้องๆได้รู้จักและเข้าใจเครื่องมือบำบัดใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย”

นายกสมาคมสุนัขบำบัด ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน เราได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีมากๆ จากทางผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเรา เนื่องจากในปัจจุบัน ทุกครั้งที่เราเข้าทำกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือเข้าทำงานในสถานศึกษา เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในช่วงเวลาปฏิบัติงานนั้นด้วย เพื่อทางผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำตอบได้ดีที่สุดว่าผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่เรามีแพทย์ในสาขาต่างๆ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ที่ทำงานร่วมกับเราได้เป็นอย่างดี และทำให้เราได้พัฒนาโปรแกรมร่วมกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ได้ประสิทธิผลอย่างรวดเร็วกับผู้รับบริการ
สำหรับเป้าหมายต่อไปของโครงการฯ คุณวรกร กล่าวทิ้งท้ายว่า หมุดหมายที่สำคัญที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นในปีนี้ คือ การจัดตั้งโรงเรียนสุนัขนักบำบัดไทย ตลอดจนการออกทำงานด้านการอบรมในต่างจังหวัด การจัดคอร์สอบรมสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะเราคิดว่าการมีทีมจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะทำให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่เราสามารถออกทำงานสนับสนุนภาคการบำบัดได้มากขึ้น อีกทั้งการจัดตั้งโรงเรียนยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาเพื่อเป็นอาชีพใหม่สำหรับคนไทยด้วยเช่นกัน

ด้าน สพ.ญ.ดร.ศิรยา ชื่นกำไร อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์สัตว์เล็กโลก ตัวแทนทีมสุนัขนักบำบัดไทย เผยว่า เข้าร่วมเป็นทีมสุนัขนักบำบัดไทย จากความสนใจส่วนตัวที่เคยเห็นว่า สัตว์เลี้ยงมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และอารมณ์ของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยแบบชัดเจนมาก ทำให้อยากรู้ว่าการนำศักยภาพนี้มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมทำได้อย่างไร ซึ่งการฝึกของหลักสูตรนี้มีระบบที่น่าจะตอบโจทย์ รวมถึงเคยทำกิจกรรมให้เด็กๆที่มีความพิการทางกายและสมองในแคมป์ขี่ม้า และรู้ว่าสัตว์ (ม้า) เติมเต็มชีวิตมนุษย์มากกว่าแค่ทางกายภาพ มีผลต่อพัฒนาการทางสังคมและลึกถึงจิตวิญญาณ ด้วย และสำหรับผู้สูงวัยหลายๆคน ความรู้สึกว่าชีวิตมีค่ามาจากหมาน้อยๆตัวหนึ่งได้ ช่วงปลายของชีวิตคุณพ่อ ทำให้เห็นสิ่งนี้ได้ชัดเจน เลยรู้สึกว่า สมาคมสุนัขนักบำบัดเปิดโอกาสเรียนรู้สิ่งที่สนใจอยู่เป็นทุนเดิม

สพ.ญ.ดร.ศิรยา กล่าวเสริมด้วยว่า การทำงานบำบัดต้องเป็นทีม เพราะมีโจทย์อันได้แก่ ผู้ได้รับการบำบัด และเป้าหมายที่การบำบัดต้องบรรลุ หรือให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ได้รับการบำบัด ผลลัพธ์นี้อาจเป็นผลทางกายภาพ เช่น กายภาพบำบัด การเคลื่อนไหว การออกเสียง หรือผลทางอารมณ์ เช่นความสุขใจ การหลุดจากความเศร้าซึม เหงา หรือหมกมุ่นทางสังคม เช่น การได้ละเล่น หรือดูแลสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ดังนั้น กิจกรรมจึงต้องมีการวิเคราะห์วางแผนล่วงหน้า และตามประเมินว่าบรรลุเป้าหมายไหม มีส่วนไหนต้องปรับปรุงเพื่อให้ผู้ได้รับการบำบัดมีการพัฒนาขึ้น
“ในมุมมองสัตวแพทย์ จากการมีโอกาสรู้จักและสัมผัสสุนัขหลากหลาย ทำให้รู้ว่าสุนัข แม้ว่าจะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพในการฝึก และเกิดความสุขใจในการร่วมทีมนักบำบัด ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับมนุษย์ได้ จริงๆแล้วสุนัขจะมีความฉลาด หรือความสามารถใดๆก็ขึ้นอยู่กับการฝึกการใช้สมองและทักษะ ไม่ต่างจากมนุษย์ ถ้าเราไม่ฝึกหรือให้โจทย์ แบบฝึกหัดใดๆ เลี้ยงไว้เฉยๆ เขาก็จะทำได้แค่ระดับหนึ่ง แถมมีความเบื่อ แต่การฝึกปฏิบัติทุกอย่างจะเป็น การเพิ่มคุณค่าที่เจ้าของสัตว์ควรมีให้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย ทำให้เขามีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ได้คือบทเรียนมากมายในทุกโอกาสที่ไปฝึกปฏิบัติ แน่นอนว่าการเตรียมการก็ต้องทำอย่างละเอียด ซึ่งมีผลต่อความเครียดของทีมเจ้าของหมา แต่สิ่งที่หมาสอนเราคือ การปล่อยวาง หมาตัวเองมีความเป็นธรรมชาติ เข้าใจการปฏิบัติ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เหมือนตัวเรา”

ทั้งนี้ สำหรับผู้เลี้ยงสุนัขที่สนใจเข้าร่วมอบรมเป็นทีมสุนัขนักบำบัดไทย คอร์สทีมสุนัขนักบำบัดไทยสู่การดูแลคนทุกกลุ่มรุ่นที่ 5 และคอร์สทีมสุนัขนักบำบัดสู่การดูแลผู้สูงวัยรุ่นที่ 1 สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0627077999 www.TherapyDogThailand.org / Line Official: @tdogt